การฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มร่องแก้มเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขริ้วรอยที่ได้รับความนิยมสูง แต่ผู้ที่กำลังพิจารณาทำทรีตเมนต์นี้มักกังวลเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้น บทความนี้จะให้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น วิธีป้องกัน และสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
สารบัญ
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม (Nasolabial Fold Filler) เป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) เข้าไปในบริเวณร่องแก้ม หรือร่องที่พาดจากมุมจมูกลงมาถึงมุมปาก (ร่องลึกนาโซเลเบียล) เพื่อเติมเต็มและลดความลึกของร่อง ทำให้ใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้น
เหตุผลที่โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนี้ได้รับความนิยม ดังนี้
- ไม่ต้องผ่าตัด เจ็บน้อย และไม่ต้องพักฟื้น
- ให้ผลลัพธ์ทันที สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติเมื่อทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
- เป็นทางเลือกที่มีราคาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการทำศัลยกรรม
- ฟิลเลอร์สลายได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงถาวร
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อการตัดสินใจที่รอบคอบ
อ่านเพิ่มเติม : ฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องพับ แก้มห้อย หน้าแก่กว่าวัย
ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มมักเป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่กี่วัน ได้แก่
1. รอยช้ำและบวม
รอยช้ำและอาการบวมบริเวณที่ฉีดเป็น ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 80% ของผู้รับการรักษาจะมีอาการเหล่านี้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง อาการมักคงอยู่ประมาณ 3-7 วัน โดยจะเห็นได้ชัดในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีด
วิธีการจัดการ: ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการรับประทานยาต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดรอยช้ำ
2. ผิวแดงและระคายเคือง
อาการผิวแดงและระคายเคืองบริเวณที่ฉีดเป็นปฏิกิริยาปกติของการตอบสนองของร่างกายต่อเข็มฉีดและสารฟิลเลอร์ อาการนี้มักหายภายใน 1-2 วัน
วิธีการจัดการ: หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังการฉีด และใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย
3. ความรู้สึกไม่สบาย หรือเจ็บเล็กน้อย
ความรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อแพทย์ฉีดลงในระดับลึก อาการมักบรรเทาลงภายใน 1-2 วัน
วิธีการจัดการ: รับประทานยาพาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการปวดมาก
4. ฟิลเลอร์เป็นก้อนหรือตุ่ม
บางครั้งฟิลเลอร์อาจรวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ ที่สามารถรู้สึกได้เมื่อสัมผัสหรือมองเห็นได้ ซึ่งอาจเกิดจากการฉีดที่ไม่สม่ำเสมอหรือการเคลื่อนที่ของฟิลเลอร์หลังการฉีด
วิธีการจัดการ: หากยังคงมีอาการหลังจาก 1-2 สัปดาห์ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อนวดหรือปรับแต่งฟิลเลอร์ให้เรียบเนียน
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้
แม้จะพบได้น้อยมาก แต่ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ที่รุนแรงก็อาจเกิดขึ้นได้ และผู้รับการรักษาควรตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้
1. การอุดตันของหลอดเลือด
ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อฟิลเลอร์ถูกฉีดเข้าไปในหลอดเลือดโดยตรงหรือกดทับหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ อาจส่งผลให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ (tissue necrosis) ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
สัญญาณที่ควรระวัง: ปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือน้ำเงินบริเวณที่ฉีด มีอาการชา หรือเกิดแผลเนื้อตายในบริเวณนั้น
2. การติดเชื้อ
การติดเชื้อหลังการฉีดฟิลเลอร์อาจเกิดขึ้นได้หากอุปกรณ์ไม่สะอาด หรือมีการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการ ในกรณีที่รุนแรง อาจเกิดการอักเสบที่ลุกลามและอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม
สัญญาณที่ควรระวัง: ปวด บวม แดง ร้อนผิดปกติที่คงอยู่หรือแย่ลงหลังจาก 1-2 วัน มีไข้ หรือมีหนองไหลจากบริเวณที่ฉีด
3. ปฏิกิริยาแพ้
บางคนอาจแพ้ส่วนประกอบในฟิลเลอร์ ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ ซึ่งอาจเป็นเพียงอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณที่ควรระวัง: ผื่นแดง คัน บวมผิดปกติ หายใจลำบาก หรือหน้ามืด
4. การเกิดปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรัง
บางครั้ง ร่างกายอาจตอบสนองต่อฟิลเลอร์โดยเกิดการอักเสบเรื้อรัง เรียกว่า granuloma ซึ่งเป็นก้อนแข็งที่เกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันรวมตัวกัน อาจพบหลังการฉีดฟิลเลอร์เป็นเวลาหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี
สัญญาณที่ควรระวัง: การเกิดก้อนแข็งหรือบวมที่ไม่หายในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด ฟิลเลอร์ร่องแก้ม รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้
1.ประสบการณ์และความชำนาญของผู้ฉีด
การฉีดฟิลเลอร์โดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือแพทย์ที่ขาดประสบการณ์เฉพาะด้านเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก บริเวณร่องแก้มมีเส้นเลือดสำคัญหลายเส้น ผู้ฉีดจำเป็นต้องมีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง
2.คุณภาพของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดการปนเปื้อน ปฏิกิริยาแพ้ หรือผลข้างเคียงอื่นๆ
3.ประวัติการแพ้
ผู้ที่มีประวัติแพ้ง่าย มีโรคภูมิแพ้ หรือเคยแพ้สารเติมเต็มมาก่อน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อฟิลเลอร์
4.โรคประจำตัวบางอย่าง
โรคบางอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน โรคเลือด หรือโรคผิวหนังบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง
5.การใช้ยาบางประเภท
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านการอักเสบ หรือวิตามินและสมุนไพรบางชนิด เช่น วิตามินอี, สาหร่ายเคลป์, แปะก๊วย อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดรอยช้ำและเลือดออก
การป้องกันและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง
มีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ได้แก่
1. เลือกแพทย์ผู้ชำนาญการ
เลือกแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการฉีดฟิลเลอร์ ควรตรวจสอบประวัติการศึกษา ประสบการณ์ และผลงานก่อนตัดสินใจ
2. ตรวจสอบคุณภาพฟิลเลอร์
ควรตรวจสอบว่าฟิลเลอร์ที่ใช้ได้รับการรับรองจาก อย. และเป็นยี่ห้อที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น Juvederm, Restylane หรือ Belotero ไม่ควรเลือกฟิลเลอร์เพียงเพราะราคาถูก
3. เปิดเผยข้อมูลสุขภาพอย่างครบถ้วน
แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่กำลังรับประทานอยู่ทั้งหมด รวมถึงวิตามินและอาหารเสริม เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
4. ปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังทำอย่างเคร่งครัด
ก่อนทำ: งดยาต้านการอักเสบ แอลกอฮอล์ และอาหารเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดรอยช้ำอย่างน้อย 1 สัปดาห์
หลังทำ: หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
5. สังเกตอาการผิดปกติและพบแพทย์ทันที
หากมีอาการผิดปกติหลังการฉีด เช่น ปวดรุนแรง บวมมาก ผิวเปลี่ยนสี หรือมีไข้ ควรรีบติดต่อแพทย์ทันที ภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น การอุดตันของหลอดเลือด ต้องได้รับการรักษาภายใน 24-48 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการเกิดเนื้อตาย
ฟิลเลอร์ร่องแก้มอยู่ได้นานแค่ไหน?
ฟิลเลอร์ร่องแก้มส่วนใหญ่อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ และอัตราการเผาผลาญของแต่ละบุคคล ฟิลเลอร์บางยี่ห้อที่มีความเข้มข้นสูงอาจอยู่ได้นานถึง 18 เดือน
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วเจ็บไหม?
ระดับความเจ็บปวดขึ้นอยู่กับความทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปผู้รับการรักษามักรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยถึงปานกลาง แพทย์มักใช้ยาชาเฉพาะที่หรือฟิลเลอร์ที่ผสมยาชาเพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างการรักษา
หากเกิดผลข้างเคียง จะแก้ไขได้อย่างไร?
ฟิลเลอร์ประเภท HA สามารถสลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) หากเกิดผลข้างเคียงหรือไม่พอใจกับผลลัพธ์ แพทย์สามารถฉีดเอนไซม์นี้เพื่อสลายฟิลเลอร์ได้ทันที นี่เป็นข้อดีของฟิลเลอร์ HA เมื่อเทียบกับสารเติมเต็มประเภทอื่น
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการลดเลือนริ้วรอยและทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ อย่างไรก็ตาม เหมือนกับหัตถการความงามทุกประเภท ก็มีความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงที่ควรตระหนักถึง ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ผลข้างเคียง ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ควรเลือกแพทย์ผู้ชำนาญการและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน การปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์อย่างรอบคอบ ด้วยวิธีนี้ คุณจะสามารถเพลิดเพลินกับผลลัพธ์ที่สวยงามและลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ