สำหรับใครที่กำลังสนใจทำฟิลเลอร์จมูกเพื่อปรับรูปทรงให้สวยงามขึ้น แต่ยังลังเลอยู่เพราะกลัวเจ็บ คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ “ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม” การฉีดฟิลเลอร์จมูกเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะสามารถปรับรูปทรงจมูกได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลเปิด และกลับมาใช้ชีวิตได้ทันที แต่เรื่องของความเจ็บปวดยังคงเป็นข้อกังวลสำคัญของหลายคน
ความจริงแล้ว ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม? คำตอบคือ เจ็บบ้างเล็กน้อย แต่ไม่มากจนทนไม่ไหวหรือต้องยุติการทำครับ เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีและวิธีการต่างๆ ที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้ยาชาเฉพาะที่ ฟิลเลอร์ที่มียาชาผสมอยู่แล้ว และเทคนิคการฉีดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องความเจ็บในการฉีดฟิลเลอร์จมูกอย่างละเอียด พร้อมวิธีลดความเจ็บที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
ฉีดฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม? ระดับความเจ็บเป็นอย่างไร
ความเจ็บในการฉีดฟิลเลอร์จมูกเป็นอย่างไร
หลายคนสงสัยว่า ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม คำตอบตรง ๆ คือ มีความเจ็บบ้าง แต่อยู่ในระดับที่ทนได้และไม่รุนแรง ความเจ็บที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกแสบ ๆ หรือจี๊ด ๆ ในช่วงที่เข็มเจาะผ่านผิวหนัง คล้ายกับการถูกเข็มแทงเบา ๆ หรือความรู้สึกเหมือนถูกมดกัด
จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยทำ ส่วนใหญ่บอกว่าความเจ็บอยู่ในระดับ 3-4 จาก 10 เท่านั้น ไม่ได้เจ็บมากจนต้องหยุดหรือทนไม่ไหว และที่สำคัญคือความเจ็บจะเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้น ๆ ในขณะที่แพทย์นำเข็มเข้าไปเท่านั้น เมื่อเข็มเข้าไปในชั้นผิวแล้ว ยาชาที่อยู่ในตัวฟิลเลอร์ก็จะเริ่มออกฤทธิ์ ทำให้ความรู้สึกเจ็บลดลงอย่างรวดเร็ว
อ่านเพิ่มเติม : ฟิลเลอร์จมูก รวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนฉีด เพิ่มทรงจมูกโดยไม่ต้องผ่าตัด
เปรียบเทียบความเจ็บกับหัตถการอื่น
เมื่อเทียบกับการทำศัลยกรรมเสริมจมูก ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม? คำตอบคือ เจ็บน้อยกว่ามากครับ เพราะการผ่าตัดเสริมจมูกต้องใช้ยาสลบ มีการผ่าตัดและเย็บแผล ส่วนฟิลเลอร์จมูกเป็นเพียงการฉีดสารเข้าไปใต้ผิวหนัง ไม่มีแผลเปิด
หากเทียบกับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณอื่นของใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์ปาก หรือฟิลเลอร์แก้ม ความเจ็บก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน บางคนอาจรู้สึกว่าฉีดที่จมูกเจ็บกว่าเล็กน้อย เนื่องจากบริเวณจมูกมีความไวต่อการสัมผัสมากกว่าบริเวณอื่น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถทนได้สบาย ๆ
ระยะเวลาที่รู้สึกเจ็บ
ความเจ็บจากการฉีดฟิลเลอร์จมูกจะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างที่แพทย์กำลังฉีด ซึ่งโดยทั่วไปกระบวนการฉีดฟิลเลอร์จมูกจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น และในช่วงเวลานี้ก็ไม่ได้เจ็บตลอด แต่จะเจ็บเฉพาะช่วงที่เข็มแทงเข้าไปในผิวเท่านั้น
หลังจากฉีดเสร็จ ความเจ็บจะหายไปทันที อาจมีอาการปวดแสบเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด แต่จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ทำฟิลเลอร์จมูกสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติทันทีโดยไม่มีอาการเจ็บรบกวน
ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำ
ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม มีคำตอบที่แตกต่างกันไปตามความชำนาญของแพทย์ผู้ทำด้วยครับ แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะมีเทคนิคการฉีดที่นุ่มนวล แม่นยำ และรวดเร็ว ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกเจ็บน้อยลง
แพทย์ที่เชี่ยวชาญจะรู้จักจุดที่มีเส้นประสาทน้อย สามารถเลี่ยงบริเวณที่ไวต่อความเจ็บปวด และใช้เทคนิคการฉีดที่เหมาะสม เช่น การฉีดแบบ Linear Threading ที่ทำให้ฟิลเลอร์กระจายสม่ำเสมอและลดจำนวนจุดที่ต้องเจาะเข็ม ซึ่งช่วยลดความเจ็บได้อย่างชัดเจน
ประเภทและคุณภาพของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองจาก อย. ไทยและ US FDA มักจะมีส่วนผสมของยาชาเฉพาะที่ (Lidocaine) อยู่แล้วในเนื้อฟิลเลอร์ ทำให้เมื่อฉีดเข้าไปแล้วยาชาจะออกฤทธิ์ทันที ช่วยลดความเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้สำหรับจมูก เช่น Restylane Lyft, Juvederm Ultra XC, หรือ E.P.T.Q S500 ล้วนมียาชา Lidocaine ผสมอยู่แล้ว ในขณะที่ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานมักไม่มียาชา ทำให้รู้สึกเจ็บมากกว่าและยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตรายด้วย
ระดับความไวต่อความเจ็บของแต่ละบุคคล
ทุกคนมีระดับความทนทานต่อความเจ็บปวดที่แตกต่างกัน บางคนอาจรู้สึกว่าไม่เจ็บเลย หรือเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่บางคนอาจรู้สึกเจ็บมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความไวต่อความเจ็บ ดังนี้
- ช่วงฮอร์โมน: ผู้หญิงในช่วงประจำเดือนอาจรู้สึกเจ็บมากกว่าปกติ ควรเลื่อนนัดไปทำในช่วงอื่น
- ระดับความเครียด: ยิ่งกังวลและเครียดมาก ร่างกายยิ่งไวต่อความเจ็บมากขึ้น
- การพักผ่อน: คนที่นอนไม่เพียงพอหรือเหนื่อยล้ามักจะรู้สึกเจ็บง่ายกว่า
- ประสบการณ์เดิม: คนที่เคยทำฟิลเลอร์มาก่อนมักจะรู้สึกเจ็บน้อยลงเพราะรู้ว่าจะเป็นอย่างไร
จำนวนปริมาณฟิลเลอร์ที่ฉีด
ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ก็ส่งผลต่อระยะเวลาและความเจ็บเช่นกัน โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์จมูกจะใช้ประมาณ 0.5-1 CC ต่อครั้ง ซึ่งไม่ใช่ปริมาณที่มากมาย ยิ่งใช้ปริมาณน้อย เวลาที่ใช้ในการฉีดก็สั้นลง ความเจ็บก็น้อยลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์จมูกมากเกินไป (เกิน 2 CC) เพราะนอกจากจะเพิ่มความเจ็บแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้จมูกดูผิดรูป บวมย้อย หรือไม่เป็นธรรมชาติอีกด้วย
วิธีลดความเจ็บในการฉีดฟิลเลอร์จมูก
การใช้ยาชาเฉพาะที่
สำหรับคนที่กลัวเจ็บและสงสัยว่า ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม แล้วต้องการลดความเจ็บให้มากที่สุด การใช้ยาชาเฉพาะที่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด
วิธีการทายาชา: แพทย์จะทายาชาเฉพาะที่บริเวณจมูกก่อนฉีดประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ซึมเข้าไปในชั้นผิว ทำให้บริเวณที่จะฉีดชาไป ลดความรู้สึกเจ็บปวดได้มากถึง 70-80%
การฉีดยาชา: สำหรับผู้ที่กลัวเจ็บมากๆ หรือทนยาชาทาไม่ค่อยได้ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาชาเฉพาะที่ (Nerve Block) เข้าไปในบริเวณโคนจมูก ซึ่งจะทำให้ชาได้ดีกว่าการทายา แต่อาจทำให้มีอาการบวมช้ำมากขึ้นเล็กน้อย
การประคบเย็นก่อนและหลังฉีด
การประคบเย็นเป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยลดความเจ็บและอาการบวมได้ดี โดยความเย็นจะช่วยทำให้เส้นประสาทชาชั่วคราว และช่วยหดตัวของหลอดเลือด ลดการไหลเวียนของเลือด ทำให้บวมน้อยลง
ก่อนฉีด: ประคบเย็นบริเวณจมูกประมาณ 10-15 นาที จะช่วยให้ผิวชาขึ้น ลดความรู้สึกเจ็บเมื่อเข็มแทงเข้าไป
หลังฉีด: ประคบเย็นทันทีหลังฉีดเสร็จ จะช่วยลดอาการบวม แดง และความรู้สึกเจ็บจากการฉีด ควรประคบเย็นสลับกันทุก 10-15 นาที เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้น้ำแข็งแช่ผิวโดยตรง ควรห่อด้วยผ้าสะอาดก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง
การทานยาแก้ปวดก่อนทำ
หากคุณกลัวเจ็บมากและอยากรู้ว่า ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม แล้วมีวิธีลดความเจ็บอย่างไร การทานยาแก้ปวดก่อนทำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ยาที่แนะนำ: Paracetamol (พาราเซตามอล) เป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัย สามารถทานก่อนทำประมาณ 30-60 นาที จะช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดได้
ยาที่ไม่ควรทาน: ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) หรือพอนสแตน (Ponstan) เพราะยาเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้มีเลือดออกหรือช้ำมากขึ้น
การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม
การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำฟิลเลอร์จมูกก็ส่งผลต่อความเจ็บด้วย โดยควรหลีกเลี่ยงช่วงต่อไปนี้
- ช่วงประจำเดือน: ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงการทำในช่วงประจำเดือนเพราะร่างกายจะไวต่อความเจ็บมากกว่าปกติ
- หลังดื่มแอลกอฮอล์: ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น เสี่ยงบวมช้ำ
- หลังออกกำลังกายหนัก: ควรพักอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายหนักๆ เพราะจะทำให้หน้าแดงและอาจบวมมากขึ้น
- เมื่อนอนไม่พอหรือเครียด: ควรพักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายก่อนทำ
อาการปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด
หลังจากฉีดฟิลเลอร์จมูกเสร็จแล้ว นอกจากคำถาม ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม แล้ว หลายคนยังสงสัยว่าหลังทำจะมีอาการอย่างไรบ้าง ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติ ได้แก่
- อาการบวมเล็กน้อย: บริเวณที่ฉีดอาจบวมเล็กน้อยเป็นเวลา 2-7 วัน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายต่อสารแปลกปลอม จะค่อย ๆ ยุบลงเอง
- รอยแดงจากเข็ม: อาจมีรอยแดงหรือจุดเล็ก ๆ บริเวณที่เข็มเจาะเข้าไป ซึ่งจะหายไปภายใน 1-2 วัน
- รอยช้ำ: บางคนอาจมีรอยช้ำเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่ผิวบางหรือมีเส้นเลือดฝอยเยอะ จะหายภายใน 3-7 วัน
- ความรู้สึกตึงหรือแข็ง: อาจรู้สึกว่าจมูกตึงหรือแข็งกว่าปกติ เพราะฟิลเลอร์ยังไม่เซ็ตเข้าที่ จะค่อย ๆ นุ่มลงภายใน 2-3 สัปดาห์
- ความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย: อาจมีอาการเจ็บแสบเล็กน้อยหลังยาชาหมดฤทธิ์ แต่จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง
เมื่อไรควรพบแพทย์
แม้ว่า ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม จะมีคำตอบว่าเจ็บไม่มาก แต่ถ้าหลังทำมีอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ปวดมากผิดปกติ และไม่ทุเลาแม้จะทานยาแก้ปวดแล้ว
- บวมแดงรุนแรง คล้ายมีการอักเสบหรือติดเชื้อ มีหนอง
- ผิวเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือดำ อาจเป็นสัญญาณเนื้อเยื่อขาดเลือด
- ตาพร่า มองเห็นไม่ชัด อาจเกิดจากฟิลเลอร์เข้าเส้นเลือดไปดวงตา
- มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อ
- ฟิลเลอร์เป็นก้อน เป็นลำ ไม่เรียบเนียน
- จมูกบิดเบี้ยว ไม่สมมาตร อย่างผิดปกติ
บทสรุป
ฟิลเลอร์จมูก เจ็บไหม? คำตอบคือ มีความเจ็บบ้างเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับที่ทนได้และไม่รุนแรง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 3-4 จาก 10 เท่านั้น ความเจ็บจะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่เข็มแทงเข้าผิวหนังเท่านั้น และจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อยาชาในฟิลเลอร์เริ่มออกฤทธิ์
สิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเจ็บ ได้แก่ การเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์สูง การใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพและมียาชาผสมอยู่แล้ว การทายาชาเฉพาะที่ก่อนฉีด การประคบเย็น และการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างถูกต้องก็ช่วยลดอาการบวมและเจ็บได้เป็นอย่างดี
หากคุณกำลังพิจารณาทำฟิลเลอร์จมูกแต่กังวลเรื่องความเจ็บ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกที่มีมาตรฐาน เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวคุณ และอย่าลืมสื่อสารกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความกังวลของคุณ เพื่อให้การทำฟิลเลอร์จมูกเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่สวยงามตามที่ต้องการ
